กลับไปหน้าแรก
Q & A
 
 

 

 

     
 
Q & A ถามตอบเรื่องเอดส์
   
 

“ทำ” แบบไหน ที่เสี่ยงเอดส์ และ “ทำ” แบบไหน ที่ไม่สี่ยง
การที่คนๆหนึ่งจะเสี่ยง หรือไม่เสี่ยง ต่อการับเชื้อเอชไอวีนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 ประการคือ

1. ปริมาณของเชื้อต้องมากพอที่จะทำให้ติดต่อได้

ปริมาณของเชื้อเอชไอวีในสารคัดหลั่งของร่างกายแต่ละชนิดมีไม่เท่ากัน เชื้อเอชไอวีจะมีปริมาณมากที่สุดในเลือด รองลงมาในน้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอด และน้ำนมแม่ตามลำดับ การที่คนๆหนึ่งจะรับเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกายจึงหมายถึงต้องได้รับสารคัดหลั่งตามที่กล่าวมาในปริมาณที่มากพอ เช่นการรับเลือด(กรณีถ่ายเลือด)  การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย หรือเด็กทารกที่กินนมแม่เป็นเวลานานๆ เป็นต้น

2. ต้องได้รับเชื้อเอชไอวีที่มีคุณภาพดีพอ

เชื้อเอชไอวีที่จะมีคุณภาพดีแข็งแรงและสามารถทำให้ติดต่อได้คือเชื้อเอชไอวีที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อ นั่นคือ เชื้อต้องอยู่ในร่างกายของมนุษย์เท่านั้น เชื้อเอชไอวีที่ออกมานอกร่างกาย เช่นโดนความร้อน อยู่บนพื้นที่มีสารเคมีเช่นพื้นห้องน้ำ หรือโดนความเย็น เป็นต้น  ก็จะทำให้เชื้อด้อยคุณภาพจนไม่สามารถติดต่อไปยังผู้อื่นได้

3. ต้องมีช่องทางเข้าของเชื้อเอชไอวี

การที่เอชไอวีจะติดต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้นั้น ต้องมีช่องทางออกและเข้าสู่ร่างกายได้โดยตรง เช่นการมีเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่โดยไม่ป้องกัน หรือการใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วมกัน

“ถ้าขาดปัจจัยข้อใดข้อหนึ่งก็ไม่เสี่ยงต่อการรับเชื้อเอชไอวี”

   
คำถาม-คำตอบที่พบบ่อย (ข้อ 1-10)
   
 

1. ถ้ามีเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่โดยไม่ป้องกัน มีโอกาสเสี่ยงหรือไม
มีโอกาสเสี่ยงมากเพราะ หนึ่ง เชื้อเอชไอวีอยู่ในน้ำอสุจิ และน้ำในช่องคลอด ซึ่งมีปริมาณและคุณภาพดีมาก สอง การมีเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่มีการส่งและรับน้ำอสุจิ น้ำในช่องคอลดโดยตรงในขณะที่เชื้ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีมาก (ไม่สัมผัสอากาศ หรือไม่ได้ออกมานอกร่างกาย)
สาม  มีช่องทางเข้าของเชื้อคือ ผ่านทางเยื่อบุผนังช่องคลอด เยื่อบุช่องทวาร หรือเยื่อบุอ่อนปลายอวัยวะเพศชาย หรือปลากท่ออสุจิ)

2. ถ้ามือมีแผล และสัมผัสโดนเลือด หรือน้ำอสุจิ หรือน้ำในช่องคลอด เสี่ยงต่อการรับเชื้อเอชไอวีหรือไม่
โอกาสเสี่ยงมีน้อยมาก จนไม่มีเลย เพราะ หนึ่ง แม้ว่าคุณภาพของเชื้อจะดีคืออยู่ในน้ำอสุจิหรือน้ำในช่องคลอด หรือเลือด แต่ปริมาณของเชื้อที่เราสัมผัสนั้นจะไม่เท่ากับการสัมผัสโดยการมีเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่ สอง ช่องทางเข้าของเชื้อ ต้องดูว่าแผลที่เราเป็นนั้นเป็นแผลแบบไหน ถ้าเป็นแผลที่เป็นมามากกว่าหนึ่งวัน แสดงว่าแผลนั้นเริ่มมีการเยียวยาตัวเองปากแผลเริ่มปิดแล้ว (ปกติร่างกายจะสร้างเยื่อบางๆมาปกคลุมแผลเมื่อได้รับบาดเจ็บเพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าแผล) แบบนี้เชื้อเอชไอวีก็ไม่สามารถเข้าสู่ร่างกายเราได้ หรือต้องบอกว่าแผลที่จะทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการรับเชื้อเอชไอวีได้ต้องเป็นแผลเปิดกว้าง มีเลือดออก และต้องเอาแผลนั้นไปสัมผัสกับสารคัดหลั่งที่มีเชื้อเอชไอวีในปริมารมากๆ ซึ่งในกรณีนี้เป็นไปได้ยากมาก

3. โอกาสเสี่ยงของการติดเชื้อ จะเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหนขึ้นกับปัจจัยอะไรบ้าง
ถ้าเราจะเสี่ยงต้องมี 3 องค์ประกอบครบถ้วนคือ

a. ต้องได้รับเชื้อไวรัสเอชไอวี เข้าสู่ร่างกาย โดยต้องมาจากแหล่งที่มีปริมาณเชื้อมากพอที่จะทำให้ติด ได้แก่ เลือด น้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอด

b. เชื้อที่จะทำให้ติดต่อได้นอกจากเรื่องปริมาณแล้วเชื้อต้องมีคุณภาพและแข็งแรง เช่น ในเลือด น้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอด มีสภาพที่พอเหมาะที่จะทำให้ เชื้อเติบโตได้แต่ถ้าไปอยู่ในน้ำลาย น้ำตาเชื้อไวรัสจะอยู่ในสภาพที่เป็นกรด เป็นด่าง ทำให้ ไม่มีคุณภาพ เติบโตไม่ได้ หมดความสามารถที่จะทำให้ติดต่อได้

c. ต้องเป็นช่องทางที่ทำให้เกิดการสัมผัส ส่งต่อเชื้อได้โดยตรง เช่น การใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วมกัน หรือการร่วมเพศ ซึ่งเป็นการส่งต่อเชื้อกันโดยตรงเช่นในกรณีการร่วมเพศ ถ้าฝ่ายชายมีเชื้ออยู่เชื้ออาจจะผ่านเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุช่องคลอด หรือถ้าผู้หญิงมีเชื้ออยู่ เชื้ออาจจะผ่านเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุที่ปลายและเยื่อบุในท่อปัสสาวะของ องคชาติ คนส่วนใหญ่จะกังวลกับการติดเชื้อเอชไอวี จากช่องทางที่ไมมีหรือมีโอกาสเสี่ยงน้อยมากๆ และมักจะไม่เกิดขึ้นในชีวิตของเราเช่นการช่วยคนประสบอุบัติเหตุ การสัมผัสกับเลือด ตามแต่จะสมมติกันแต่มักจะไม่คิดถึงช่องทางที่ทำให้ติดเอดส์จากวิถีชีวิตและพฤติกรรมทางเพศที่กระทำอยู่เป็นประจำ ทั้งที่มีข้อมูลยืนยันชัดเจนว่ากว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวีติดจากการมีเพศสัมพันธ์ ที่ไม่ได้ป้องกัน

4. หากป้องกันด้วยการใส่ถุงยางอนามัยแต่ถุงยางเกิดรั่ว หรือแตกระหว่างที่มีเพศสัมพันธ์จะมีโอกาสเสี่ยงหรือไม่
โอกาสการรั่วของถุงยางอนามัยในปัจจุบันแทบจะไม่มีเลย เนื่องจากถุงยางอนามัยถือว่าเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่ต้องผ่านการรับรองคุณภาพจากองค์การอาหารและยา (อย.) และต้องผ่านมาตรฐานอุตสากรรม (มอก.) ก่อนออกจำหน่าย หากพบว่าในรอบการผลิตนั้นๆมีถุงยางที่ชำรุดหรือไม่ได้คุณภาพ จะทำการทิ้งถุงยางที่ผลิตในล๊อตนั้นหมดเพื่อประกันคุณภาพการผลิต กรณีรั่วซึม หรือเสื่อมคุณภาพของถุงยางอนามัย จะเกิดได้หลายแบบเช่น ทิ้งไว้นานจนหมดอายุ เก็บไว้ในร้อนมาๆ หรือโดนแดดเป็นต้น

ถ้าถุงยางอนามัยรั่วจริงก็มีโอกาสเสี่ยง อย่างไรก็ตามเสี่ยงมากหรือเสี่ยงน้อยนั้น จะต้องพิจารณาจากปัจจัยเสริมอีกมากเช่น รั่วขนาดไหน เพื่อที่จะให้โอกาสเชื้อได้เข้าสู่เยื่อบุของอวัยวะเพศ หญิง หรือชาย ซึ่งจะมีความแตกต่างกันอีกมาก สิ่งที่น่าจะตอบก็คือ ต้องประเมินเองว่า โอกาสที่จะสัมผัสกับน้ำคัดหลั่งของคู่นอนในการมีเพศสัมพันธ์์มากน้อยแค่ไหนอย่างไร ที่สำคัญยังไม่เคยมีการพบว่าเกิดการติดเชื้อจากถุงยางอนามัยรั่วมาก่อน

5. ทำออรัลให้กับอวัยวะเพศชายแล้วมีการหลั่งในปากอย่างเดียว โดยไม่มีการร่วมรักทางอื่น หากอวัยวะเพศชายนั้นมีเชื้อเอชไอวี คนที่ใช้ปากทำให้จะ มีความเสี่ยงในการรับเชื้อหรือไม่
ออรัล หมายถึงการใช้ปากกับอวัยวะเพศ การใช้ปากกับอวัยวะเพศชายที่มีเชื้อเอดส์ มีรายงานการแพทย์แล้วว่าติดได้ แต่การใช้ปากกับอวัยวะเพศหญิง ที่มีเชื้อเอดส์ยังไม่มีรายงานว่ามีคนติดเชื้อโดยวิธีนี้ แต่อย่าเพิ่งตกใจเพราะการที่จะติดเชื้อจากการใช้ปากให้อวัยวะเพศชายนั้นต้องมีปัจจัยประกอบหลายอย่างดังนี้
สำหรับอวัยวะเพศชาย ฝ่ายใช้ปากมีโอกาสเสี่ยงมากกว่าฝ่ายถูกอม ถ้ามีการหลั่งอสุจิและกลืนลงไปในปากร่วมด้วย

ในสหรัฐอเมริกามีงานวิจัยได้รายงานการติดเชื้อ HIV จากการมีเพศสัมพันธ์ทางปากหรือออรัลเซ็กส์ในฝ่ายผู้ที่ ใช้ปากดูดในชายรักร่วมเพศ ที่ติดเชื้อ HIVจำนวน 102 ราย (อายุเฉลี่ย 34 ปี, คนผิวขาว 75 %) พบว่า

19
รายที่ติดเชื้อHIV จากการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก
3
รายใน 19 รายไม่สามารถจัดแบ่งประเภท ได้เนื่องจากมีข้อมูลไม่เพียงพอ
8
รายใน19 รายจัดแบ่งใหม ่เนื่องจากมีโอกาสติดเชื้อHIV จากความเสี่ยงอื่น นอกจากออรัลเซ็กส์ ที่เหลือ 8 รายคิดเป็น 7.8 %ใน 102 ราย
2
รายใน 8 ราย มีประวัติเพศสัมพันธ์ออรัลเซ็กส์อย่างเดียว
4
รายใน 8 รายมีประวัติมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก ร่วมด้วยแต่ใช้ถุงยางอนามัย
2
รายใน 8 รายมีประวัติมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก ร่วมด้วยโดยไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย แต่มีคู่นอนเพียงคนเดียว และตรวจสอบแล้วผลเลือดHIV เป็นลบ

6. ทำออรัลให้กับฝ่ายหญิง โดยไม่มีการร่วมรักทางอื่น หากฝ่ายหญิงมีเชื้อเอชไอวี ฝ่ายที่ใช้ปากทำให้จะมีความเสี่ยงในการรับเชื้อหรือไม่
ในทางทฤษฎีมีโอกาสเสี่ยงน้อยมากจนแทบไม่มีเลย และน่าจะบอกได่ว่าจากข้อมูลยังไม่พบรายงานการติดเชื้อด้วยวิธีนี้เลย

7. การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัยและหลั่งภายนอก จะมีโอกาสเสี่ยงจากติดเชื้อหรือไม่
โอกาสเสี่ยงต่อการรับเชื้อเอชไอวี ไม่ว่ากรณีมีเพศสัมพันธ์ชายกับชาย หรือกับหญิงถ้าไม่มีการป้องกัน โดยไม่ได้ใส่ถุงยางอนามัย ก็จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการรับเชื้อเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้  แต่ก็อาจจะมีแตกต่างกันไป เช่นถ้ามีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ฝ่ายเจ้าของช่องคลอดมีเชื้อ เจ้าของอวัยวะเพศชายไม่มีเชื้อ หลั่งข้างในหรือข้างนอก ก็เสี่ยงเหมือนกันเพราะ ได้มีการสัมผัสเชื้อจากสารคัดหลั่ง ในช่องคลอดแล้ว แต่ถ้าเจ้าของช่อคลอดไม่มีเชื้อ เจ้าของอวัยวะเพศชายมีเชื้อแต่หลั่งข้างนอก แน่นอนว่าความเสี่ยงก็จะลดลงกว่ามีการหลั่งข้างใน แต่ก็ไม่ได้บอกว่ามีความปลอดภัย เนื่องจากในระหว่างสอดใส่ อาจมีน้ำอสุจิบางส่วนที่ออกมาก่อน เมื่อถึงจุดสุดยอด และที่สำคัญเจ้าของทวาร หรือช่องคลอดจะไม่มีทางรู้หรือกำหนด ได้ว่าคู่นอนของเราจะหลั่งข้างนอกหรือข้างใน ซึ่งเป็นการลดความเสี่ยง ที่คู่นอนเป็นผู้ควบคุมไม่ใช่การร่วมกันควบคุม

8. การเล้าโลมภายนอก โดยไม่มีการสอดใส่ จะมีโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อหรือไม่
ไม่มีความเสี่ยง เนื่องจากการที่จะติดเชื้อเอชไอวีได้นั้นจะต้องมีปัจจัย 3 ประการครบถ้วนคือ

1. ต้องมีการสัมผัสเชื้อจากสารคัดหลั่งที่มีปริมาณมากพอ
2. เชื้อที่สัมผัสต้องมีคุณภาพ
3. เชื้อต้องเข้าสู่ร่างกายโดยตรง

ซึ่งการเล้าโลมภายนอกนั้นเชื้อจะไม่ได้เข้าสู่ร่างกายโดยตรงเพียงแค่สัมผัสภายนอกเท่านั้น

9. การจูบกันทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือไม่
หากนำปัจจัย 3 ข้อ (ตามข้อ1) มาตอบสามารถฟันธงได้เลยว่า จูบกันไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีแน่นอนเนื่องจาก การจูบกันเราสัมผัสโดนน้ำลายของกันและกัน ในน้ำลายเชื้อเอชไอวีในปริมาณที่น้อยมากไม่สามารถทำให้ติดต่อได้ ยิ่งพบว่าในน้ำลายมีสภาพเป็นกรดยิ่งทำให้เชื้อเอชไอวีด้อยคุณภาพลงไปอีก ว่ากันว่าถ้าจะทำให้เกิดการติดเชื้อทางน้ำลายต้องใช้น้ำลายถึง 8 ปี๊บทีเดียว และคงไม่มีใครจูบกันยาวนายจนได้น้ำลายมากขนาดนั้น ส่วนที่กังวลว่าถ้าปากมีแผลจะเสี่ยงไหม ต้องบอกว่าแผลในปากที่เป็นกันทั่วไป ไม่สามารถเป็นช่องทางรับเชื้อเอชไอวีที่มีอยู่น้อยนิดในน้ำลายได้ กรณีเดียวที่การจูบอาจทำให้เสี่ยงต่อการรับเชื้อได้ก็คือ ต่างคนต่างมีเลือดสดๆออกมาจากแผลที่เปิดกว้าง เช่นกัดกัน หรือกระแทกปากกันแรงๆจนเลือดไหล แล้วแลกจูบกัน ซึ่งกรณีแบบนี้ก็ไม่มีใครทำกัน

10. ถ้าจูบปาก ขณะมีแผลในปากล่ะ จะเสี่ยงไหม
ไม่มีโอกาสเสี่ยง เพราะ

1. ในน้ำลายแม้ว่าจะมีเชื้อเอชไอวี แต่ก็มีเชื้อในปริมาณที่น้อยมาก (มีการเปรียบเทียบกันว่าถ้าจะติดเชื้อทางน้ำลายต้องใช้น้ำลายมากกว่า 8 ปี๊บ) ดังนั้นเชื้อเอชไอวีในน้ำลายไม่สามารถทำให้ติดต่อได้
2. เมื่อเชื้อเอชไอวีมีน้อยมากในน้ำลาย คุณภาพของเชื้อก็น้อยตามไปด้วย และยิ่งในน้ำลาซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรด ก็ยิ่งไปทำให้เชื้ออ่อนแอมากยิ่งขึ้น สาม
3. ปากที่มีแผลร้อนใน ไม่สามารถเป็นช่องทางให้เชื้อเล็ดรอดเข้าไปได้ เนื่องจากแผลในปากเป็นแผลที่เล็ก ไม่เปิดกว้าง การที่เชื้อจะเล็ดรอดเข้าไปจึงเป็นไปไม่ได้ และยิ่งน้ำลายที่มีเชื้อน้อยมากอยู่แล้ว การจูบปากแบบทั่วไปไม่ได้ทำให้ติดเชื้อได้เลย

“ที่สำคัญ คงไม่มีใครจูบปากกันไป กัดปาก กัดลิ้นกันไป จนเลือดกบปากกันทั้งคู่ ถ้าทำแบบนั้นก็อาจจะมีโอกาสเสี่ยงได้ แต่คนปกติทั่วไปคงไม่ทำแบบนั้นเป็นแน่”

   
คำถาม-คำตอบที่พบบ่อย (ข้อ 11-19)
   
 

11. เชื้อ HIV จะสามารถมีชีวิตอยู่นอกร่างกายได้นานแค่ไหน
บอกไม่ได้ ว่าเมื่อออกมานอกร่างกายแล้วจะอยู่ได้นานเท่าไร เพราะมีตั้งแต่ไม่ได้เลยจนระยะเวลาหนึ่ง ขึ้นกับปัจจัยหลายอย่างเช่น ปริมาณของสารคัดหลั่งที่ออกมามีมากน้อยแค่ไหนเลือดหนึ่งหยด ก็มีปริมาณเชื้อและคุณภาพด้อยกว่า เลือดที่ออกมามากๆ หรือ สารคัดหลั่งที่ออกมาอยู่ในสภาพภายนอกแบบไหนมีความเป็นกรดเป็นด่างอย่างไร ร้อนแห้งหรือเย็น สภาพภายนอกที่ว่าคือที่ไหน เช่นบนพื้นห้องน้ำที่มีคราบน้ำยาทำความสะอาดต่างๆที่ทำลายเชื้อเอชไอวีได้ หรือบนผ้าที่มีคุณสมบัติซึมซับได้เร็ว แห้งเร็วเชื้อก็ด้อยคุณภาพเร็ว เป็นต้น แต่ถ้าจะใช้วิธีสังเกตด้วยตาเปล่า ก็คือ เช่นถ้าเลือดแห้งหรือแข็งตัว HIV ก็ไม่มีคุณภาพแล้ว

12. การมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันมีโอกาสเสี่ยงต่อการรับเชื้อเอชไอวีได้เปล่า
จะแบบไหนก็แล้วแต่ในการร่วมเพศไม่ว่าจะชาย - ชาย หรือชาย - หญิง หรือหญิง-หญิง จะปลอดภัยหรือไม่ต้องดูว่าได้ป้องกันหรือไม่ถ้าป้องกันก็ปลอดภัย สำหรับเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันกรณีชายกับชายมีโอกาสติดเชื้อได้เท่าๆกับการมีเพศสัมพันธ์ทั่วไปหรืออาจมากกว่า เนื่องจากการสอดใส่ทางทวาร จะทำให้เกิดบาดแผลได้ง่ายกว่าการร่วมเพศแบบปกติจึงมี โอกาสเสี่ยงสูงขึ้น ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งเพื่อลดความเสี่ยงในการรับเชื้อ

13. อาการหลังจากมีเพศสัมพันธ์ ประมาณ 2 อาทิตย์ ถ้ารู้สึกคันตามแขนและขา หรือมีตุ่มขึ้น หรือมีไข้ ปวดศีรษะอาการอย่างนี้ถือว่าเป็น อาการเริ่มแรกของคนเป็นโรคเอดส์หรือไม่
อาการต่างๆ หลังจากมีเพศสัมพันธ์ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นอาการเบื้องต้นในการติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่การรับเชื้อเอชไอวีเข้าไปในร่างกาย เชื้อเอชไอวีจะยังไม่สามารถไปทำลายภูมิคุ้มกันของร่างกาย จนทำให้เราป่วยได้ในทันที โดยทั่วไปคนที่มีเชื้อเอชไอวีจะเริ่มมีอาการเจ็บป่วยเมื่อได้รับเชื้อผ่านไปแล้วประมาณ 6-10 ปี การที่จะรู้ว่าติดเชื้อหรือไม่นั้น เราไม่สามารถดูได้จากอาการป่วยภายนอก เนื่องจากอาการที่เกิดกับผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ก็สามารถเกิดกับคนที่ไม่มีเชื้อได้เช่นกัน เราจะรู้ได้ว่าเราติดเชื้อหรือไม่ ก็โดยการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเอชไอวีเท่านั้น

14. ถ้าต้องไปตรวจเลือดควรจะไปตรวจที่ไหนดี ที่ให้ผลที่ถูกต้องเชื่อถือได้ และสามารถเก็บความลับได้
กรณีตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวี ไม่ว่าจะเป็นที่โรงพยาบาลรัฐหรือเอกชน คลินิค ก็เชื่อถือได้เท่าๆกัน เพราะใช้เกณฑ์ มาตรฐานเดียวกัน ส่วนระยะเวลาที่รอผลนั้นอาจจะไม่เท่ากันขึ้นกับทางสถานพยาบาลและวิธีการที่ใช้ในการตรวจ ส่วนเรื่องการเก็บเป็นความลับโดยระบบและกฎหมายรวมทั้งจรรยาบรรณแล้วต้องเป็นความลับถ้าจะรั่วไหลเป็นเรื่องความบกพร่องหรือไม่รับผิดชอบของตัวบุคคล ปัจจุบันหากพบว่ามีความเสี่ยงต่อการรับเชื้อเอชไอวี สามารถไปขอรับบริการตรวจเลือดได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายโดยใช้สิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และประกันสังคมโดยใช้สิทธิตามโรงพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนไว้

รายชื่อสถานที่ให้บริการตรวจเลือดและให้การปรึกษา :-

กรุงเทพฯ

คลีนิคนิรนาม โทร. 02 256-4108, 02 256-4109  เวลาทำการ จันทร์-ศุกร์ เวลา 12.00 – 19.00 น.และวันเสาร์ เวลา 09.00312.00 น.
โรงพยาบาลบางรัก กองกามโรค ถนนสาธรใต้
โทร. 2860431, 2860108, 2866382 โทรสาร 2873553
โรงพยาบาลรัฐและเอกชนทุกแห่ง

ต่างจังหวัด

ศูนย์กามโรคและโรคเอดส์
งานควบคุมโรคเอดส์และกามโรคจังหวัด
โรงพยาบาลของรัฐทุกแห่ง
โรงพยาบาลเอกชนทุกแห่ง

15. ระยะเวลาที่เหมาะสมที่จะสามารถไปตรวจเลือดแล้วสามารถเชื่อผลจากการตรวจได้แน่นอน
โดยทั่วไปการเลือดเพื่อดูว่าติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่นั้น จะเป็นการตรวจแบบหาแอนตี้บอดี้ คือการตรวจหาร่องรอยของไวรัส ที่เกิดจากภูมฺคุ้มกันในร่างกายเราสร้างสารแอนตี้บอดี้ออกมาเพื่อต่อสู้กับเชื้อเอชไอวี ซึ่งกว่าร่างกายจะสร้างสารออกมาโดยทั่วไปเฉลี่ยแล้วจะใช้เวลา 1-3 เดือน ซึ่งส่วนใหญ่การตรวจเลือดแบบนี้จะตรวจได้ หลังจากวันที่เราไปเสี่ยงมานับย้อนไปเป็นระยะเวลา 3 เดือน ซึ่งผลที่ได้สามารถเชื่อถือได้ ไม่จำเป็นต้องไปตรวจซ้ำอีกเมื่อถึง 6 เดือน แต่ต้องแน่ใจว่าในระยะ 3 เดือนนั้นไม่ได้มีพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆอีกเลย

16. หากติดเชื้อแล้วควรมีวิธีในการดูแลตัวเองต่อไปอย่างไร
โดยข้อเท็จจริง ณ ปัจจุบันนี้ที่โลกเราได้เรียนรู้และรู้จักเอดส์มาร่วม ๒๐ ปีแล้วนั้น เอดส์คือความเจ็บป่วยที่รักษาได้และมียาต้านไวรัสเอชไอไวที่สามารถควบคุมเชื้อไวรัสเอชไอวีไม่ให้ทำลายภูมิต้านทานได้ ถ้าสามารถควบคุมภูมิคุ้มกันในร่างกายไม่ให้ถูกทำลายได้ เราก็จะไม่เจ็บป่วย ดังนั้นเอดส์จึงเป็นเพียงโรคเรื้อรังเช่นเดียวกับ เบาหวาน ซึ่งเราสามารถรักษาและดูแล รวมถึงป้องกันไม่ให้ป่วยได้ โดยเราสามารถเรียนรู้เข้าใจเพื่อที่จะได้มีส่วนร่วมในการดูแล รักษา ป้องกัน ทั้งในส่วนที่สามารถดูแลด้วยตนเองได้ และการมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาร่วมกับแพทย์ผู้ทำการรักษา

17. หากแม่ติดเชื้อลูกในครรภ์จะมีโอกาสติดเชื้อมากน้อยแค่ไหน และจะสามารถป้องกันการติดเชื้อของลูกในครรภ์อย่างไร
ตามสถิติและการวิจัยพบว่าการติดเชื้อของลูกในครรภ์มารดาที่มีเชื้อเอชไอวีอยู่ในอัตรา 30 เปอร์เซ็นต์ และจากการศึกษาโดยการจ่ายยาต้านไวรัสฯให้กับแม่ในช่วง 1 เดือนก่อนคลอดและระหว่างคลอด พบว่าสามารถลดอัตราการติดเชื้อของลูกลงเหลือเพียงแค่ 2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

18. ผู้ติดเชื้อจะสามารถมีอายุอยู่ได้นานกี่ปี
ผู้ติดเชื้อ HIV สามารถมีชีวิตได้ยืนยาวและมีความสุขได้เท่าๆกับคนทั่วไปที่ไม่ติดเชื้อ หากมีการดูแลตัวเองที่ดี รวมทั้งการได้รับบริการที่เหมาะสมกับสภาพปัญหา เช่นเมื่อถึงเกณฑ์ที่ต้องได้รับยาต้านไวรัสก็ต้องได้รับ เป้นต้น

19. ไม่ว่าจะมีความกังวลแบบไหน โดยเฉพาะกรณีที่กังวลว่า ทำ “แบบไหน” เสี่ยง หรือไม่เสี่ยงต่อการรับเชื้อ เราสามารถประเมินได้เอง โดยการนำปัจจัย 3 ประการตามข้อ 1 ที่เป็นเงื่อนไขที่จะทำให้คนๆหนึ่งเสี่ยงหรือไม่เสี่ยงต่อการับเชื้อผ่านพฤติกรรมต่างๆ