1) ปริมาณและความรุนแรงของเชื้อเอชไอวี ถ้าร่างกายมีปริมาณเชื้อเอชไอวีมากก็จะป่วยเร็ว ดังนั้นหากไม่รับเชื้อเพิ่ม รวมทั้งได้รับยาต้านไวรัส เอชไอวี สุขภาพก็จะแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยบ่อย 2) การป้องกันและรักษาโรคติดเชื้อฉวยโอกาสอย่างทันท่วงที การป่วยด้วยโรคฉวยโอกาสแต่ละครั้ง จะทำให้ภูมิคุ้มกันลดลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเมื่อเริ่มมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ควรกินยาป้องกันก่อนป่วยและถ้าป่วยต้องรีบรักษา 3) การดูแลสุขภาพ การกินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อน ออกกำลังกาย รวมถึงภาวะอารมณ์ที่ไม่เครียด จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย
การเจ็บป่วยด้วยโรคฉวยโอกาส ในผู้ติดเชื้อเกิดจากภาวะภูมิบกพร่อง เช่น ท้องเสีย เริม เชื้อราในช่องปาก วัณโรค ปอด อักเสบ เชื้อราเยื่อหุ้มสมอง ฯลฯ ซึ่งสามารถรักษาได้ และบางโรคก็ป้องกันได้ เช่น วัณโรค ปอดอักเสบพีซีพี ฝีในสมอง และเชื้อราเยื่อหุ้มสมองนอกจากนี้เชื้อเอชไอวี ยังสามารถควบคุมได้โดยการใช้ยาต้านไวรัส ซึ่งจะคอบควคบคุมไม่ให้เชื้อเอชไอวีทำลายภูมิคุ้มกันได้ ผู้ติดเชื้อได้รับยาต้านไวรัสอย่างเหมาะสม จะทำให้ภูมิคุ้มกันสูงพอที่จะป้องกันโรคติดเชื้อฉวยโอกาสได้เกือบทุกโรค
ต่างจังหวัด : โรงพยาบาลประจำจังหวัด โรงพยาบาลประจำอำเภอ สถานีอนามัยหรือโรงพยาบาลเอกชนในจังหวัดนั้นๆ กรุงเทพฯ : โรงพยาบาลของรัฐและเอกชน ศูนย์บริการสาธารณสุขทั่วกรุงเทพฯ สิทธิการรักษาต่างๆ
ความจริง เรื่องวิถีชีวิตทางเพศของผู้ติดเชื้อ ไม่ได้แตกต่างไปจากคนอื่นในสังคม ดังนั้นการที่ผู้ติดเชื้อจะมีเพศสัมพันธ์ จึงเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ อย่างไรก็ตามควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง หรือเลือกที่จะมีความสุขทางเพศโดยไม่สอดใส่ เพื่อแสดงถึงความใส่ใจในการดูแลป้องกันตนเองไม่ให้รับเชื้อเพิ่ม และรับผิดชอบที่จะไม่ให้คนที่มีเพศสัมพันธ์ด้วยต้องรับเชื้อจากเรา
ผู้ติดเชื้อที่กินยาต้านไวรัส เมื่อจะมีเพศสัมพันธ์ ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง เพราะอาจจะถ่ายทอดเชื้อที่คุ้นเคยกับยาต้านไวรัสให้กับคู่ได้ ซึ่งถ้าคู่ยังไม่อยู่ในเกณฑ์ ที่ต้องรักษาด้วยยาต้านไวรัส จะทำให้คู่ได้รับเชื้อไวรัสที่คุ้นกันกับยาต้านไวรัส และเมื่อถึงเวลาที่มีระดับ ซีดี 4 ต่ำกว่า 200 และจำเป็นต้องใช้ยาต้านไวรัส จะทำให้การใช้ยาต้านไวรัสไม่ได้ผล
“เรา” ไม่ได้หมายถึงใครคนใดคนหนึ่ง ไม่ได้หมายถึงคนที่ติดเชื้อหรือไม่ได้ติดเชื้อ แต่หมายถึงทุกคนในสังคมที่ต้องอยู่ร่วมกัน คนที่ติดเชื้อก็อาจจะอยู่ด้วยความรู้สึกที่หดหู่ ไม่กล้าออกไปไหน ไม่อยากเปิดตัวให้ใครรู้ กังวลไปต่างๆ นานาว่าหากคนอื่นรู้จะถูกรังเกียจ และอาจจะต้องอยู่ในสังคมอย่างลำบากมากขึ้น คนที่ไม่ติดเชื้อก็อาจจะอยู่ด้วยความกลัว ความกังวล กลัวว่าไปทำพฤติกรรมบางอย่างร่วมกับผู้ติดเชื้อแล้วจะทำให้ติดเชื้อไปด้วย เช่น การกินข้าวร่วมกัน การใช้ห้องน้ำร่วมกัน การทำผมในร้านเดียวกัน ฯลฯ ทำให้เกิดความรู้สึกว่า ต้องอยู่ให้ห่างไกลจากผู้ติดเชื้อ ไม่สุงสิง ไม่กระทำการต่างๆ ร่วมกับผู้ติดเชื้อ เหมือนกับว่าต่างคนต่างอยู่ในภาวะที่ “กลัว” ซึ่งกันและกัน ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ข้อมูลเรื่องการติดเชื้อเอชไอวีจากการอยู่ร่วมกันก็ชัดเจนว่า ไม่มีใครติดเชื้อจากการกินข้าว กินน้ำแก้วเดียวกัน หรือตัดผมร้านเดียวกันผู้ติดเชื้อ ถ้าอย่างนั้นเรา “กลัว” อะไร? เอาเข้าจริงแล้ว อาจไม่มีอะไรน่ากลัวเท่ากับ “ทัศนะ” ของเราที่มีต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยเอดส์ และโรคเอดส์ หากเรายังคิดว่า เอดส์คือโรคที่เป็นแล้วตาย เป็นโรคที่เกิดจากการสำส่อน เป็นโรคที่หามาเอง ฯลฯ การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุขของผู้ติดเชื้อกับคนอื่นก็เป็นไปได้ยาก แต่หากเราคิดว่า ไม่มีใครอยากแสวงหาความเจ็บป่วยให้ตัวเอง ไม่มีใครอยากติดเชื้อ และเอดส์เป็นอาการที่รักษาให้หายได้ เชื้อเอชไอวีสามารถควบคุมได้ด้วยยาต้านไวรัส บางทีภาพการอยู่ร่วมกัน ระหว่างผู้ติดเชื้อกับผู้ไม่มีเชื้ออาจสวยงามมากขึ้น